สำหรับการแก้สมการ partial differential equation ที่มีความสลับซับซ้อนที่ไม่สามารถแก้ได้โดยวิธี integral equation (IE) ซึ่งมีหลากหลายปัญหาโดยเฉพาะพวก boundary value problems ของทาง fluid mechanics & dynamics, thermal analysis, geophysics และอีกมากมายหลากหลายสาขา นักวิจัยมักแก้สมการเหล่านี้ โดยการใช้วิธีการประมาณหรือ approximation method ซึ่งแบ่งได้เป็นสองวิธีหลัก ได้แก่ finite difference (FD) method และ finite element (FE) method ทั้งสองวิธี เริ่มต้นจากการแบ่ง model domain ออกเป็น mesh ซึ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมจำนวนมากสำหรับ FD(ดังแสดงในรูปที่ 1.ก)และสามารถเป็นได้ทั้งแบบช่องสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมหรือไม่มีโครงสร้างก็ได้สำหรับ FE (ตัวอย่าง mesh แบบสามเหลี่ยมแสดงในรูปที่ 1.ข) ส่วนตัวแปรที่ต้องการประมาณค่าจะอยู่ที่ nodes หรือที่มุมของ mesh ดังแสดงในรูป

รูปที่ 1 (ก) แสดงการแบ่ง mesh สำหรับ FD (ข) แสดงการแบ่ง mesh สำหรับ FE
เนื่องจาก mesh เป็นช่องสี่เหลี่ยมในกรณีของFD จึงเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายกว่า เวลาในการคำนวณรวดเร็วกว่าและใช้หน่วยความจำที่น้อยและก็เช่นกันเนื่องจาก mesh ของ FD เป็นสีเหลี่ยม ในกรณีที่รูปร่างแบบจำลองมีความซับซ้อนมาก ในทางธรณีฟิสิกส์ เช่นมีความสูงชันของพื้นที่ (topography)ข้อดีเหล่านี้จะกลายเป็นข้อด้อย เพราะการประมาณความสูงชันของพื้นที่ต้องใช้ mesh ขนาดเล็กๆ จำนวนมากๆ ทั้งในแนวดิ่งและแนวนอน ทำให้ความรวดเร็วของการคำนวณลดลงและยังใช้หน่วยความจำสูงมาก ในกรณีมีความสูงชันของแบบจำลองหรือในกรณีสลับซับซ้อน วิธีที่เหมาะสมกว่า คือ FE เพราะ mesh ไม่จำเป็นต้องเป็นสีเหลี่ยม จึงทำให้จำลองความสูงชันได้อย่างดีกว่าจึงเป็นข้อดีของ FE แต่สมมติว่านำ FE ไปใช้กับแบบจำลองง่ายๆ ที่ FD ก็ทำได้จะเห็นว่าเวลาที่ใช้ในการคำนวณของ FE จะช้ากว่าและใช้หน่วยความจำมากกว่า อีกอย่างคือการนำ FE ไปใช้งาน คณิตศาสตร์ของ FE จะค่อนข้างยุ่งยากกว่า FD เหล่านี้จึงเป็นข้อด้อยของ FE

รูปที่ 2 แสดงการแบ่ง nodes สำหรับวิธีผสม FD FE จุดสีดำเป็น nodes ของ FE
ส่วนจุดสีขาวเป็น nodes ของ FD จะเห็นได้ว่าเราใช้ FE ในบริเวณที่มีความสูงชันส่วนบริเวณที่เป็นพื้นที่ราบเรียบเราใช้ FD
ดังนั้นการนำข้อดีและข้อด้อยของทั้งสองวิธีมาผสมกันน่าจะดีที่สุด กลุ่มวิจัยธรณีฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงนำทั้งสองวิธีมาผสมกัน โดยหลักการนั่นง่ายและตรงไปตรงมา พื้นที่ที่มีความสูงชัน เราจำลองด้วย FE ส่วนพื้นที่ด้านล่างเราจำลองด้วย FD ดังแสดงในรูปที่ 2 nodes สีขาวคือ FD ส่วน nodes สีดำคือ FE สมการที่ต้องแก้ในตอนนี้จะเป็นสมการที่ผสมกันระหว่าง FD และ FE โดยมีเพียง coefficients ที่คอยควบคุมว่า nodes ใดเป็น FD และ nodes ใดเป็น FE

รูปที่ 3 (บน) แสดงแบบจำลองที่ใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพของตัวโปรแกรม
(ล่าง) แสดงผลการจำลองข้อมูลจากโปรแกรมผสม FD FE ในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ผลการทดลองกับแบบจำลองที่มีความสูงชัน (รูปที่ 3) พบว่า ถ้าประมาณแบบจำลองนี้ด้วย FD กับ FE โดยให้ทั้งสองกรณีมี unknown ที่เท่ากัน คำตอบที่ได้ของ FD แตกต่างจากค่าความเป็นจริงมากถึง 10% ในขณะที่น้อยกว่า 1% ของ FE แต่ในขณะเดียวกัน FD ใช้เวลารวดเร็วกว่าในการทำงานมากกว่า FE มากถึง 50% และใช้หน่วยความจำน้อยกว่า FE ถึง 25% ผลที่ได้เป็นไปตามที่คาดคิดเอาไว้ เมื่อนำวิธีการผสม FD FE ไปใช้กับแบบจำลองนี้ ผลที่ได้คือมีความถูกต้องน้อยกว่า 1% เหมือนกับ FE (รูปที่ 3 ล่าง) ในขณะเดียวกันก็ใช้เวลาในการคำนวณและหน่วยความจำเพิ่มจาก FD เพียงไม่เกิน 5% เท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพของการนำข้อดีของทั้งสองวิธีมาผสมกัน จะเห็นได้ว่า มันไม่ยากเหมือนที่คิด!
ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ใน
Chatchai Vachiratienchai, SongkhunBoonchaisuk and Weerachai Siripunvaraporn, 2010,
A hybrid finite difference finite element method to incorporate topography for 2D direct current (DC) resistivity modeling,
Physics of the Earth and Planetary Interiors, 183, 426 434.
รายงานโดย
รองศาสตราจารย์ ดร. วีระชัย สิริพันธ์วราภรณ์
ห้องปฏิบัติการธรณีฟิสิกส์ ศูนย์วิจัยฟิสิกส์บูรณาการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์
328 ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร 10400 และ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล 272 ถนนพระราม 6 ราชเทวี กรุงเทพ 10400