You are currently viewing การศึกษาประสิทธิผลของกลยุทธ์การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR, RT-LAMP และชุดตรวจแอนติเจน เพื่อการควบคุมการระบาด

การศึกษาประสิทธิผลของกลยุทธ์การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR, RT-LAMP และชุดตรวจแอนติเจน เพื่อการควบคุมการระบาด

ทีมนักวิจัยห้องปฏิบัติการชีวฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร บริษัท Zenostic Co., Ltd. และภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาวิจัยเพื่อประเมินประสิทธิผลและความคุ้มค่าของกลยุทธ์การตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านสาธารณสุขในการควบคุมการระบาดของโรค

การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั่วโลก การตรวจหาเชื้อและการแยกตัวผู้ติดเชื้อเป็นมาตรการสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม ชุดตรวจแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ความไว ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการรายงานผล การเลือกใช้กลยุทธ์การตรวจที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง งานวิจัยนี้ใช้แบบจำลองเชิงสุ่ม (stochastic modeling) บนเครือข่ายการสัมผัส (contact network) ที่มีโครงสร้างแบบ power-law เพื่อจำลองพลวัตการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยแบบจำลองคำนึงถึงพลวัตของปริมาณไวรัสในร่างกาย (viral load dynamics) ความสามารถในการแพร่เชื้อที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา และขีดจำกัดของการตรวจจับ (limit of detection) ที่แตกต่างกันของชุดตรวจ RT-PCR, RT-LAMP และชุดตรวจแอนติเจน (ATK) โดยเปรียบเทียบกลยุทธ์การตรวจ 3 รูปแบบ ได้แก่ การตรวจคัดกรองรายวัน (daily screening) การตรวจตามอาการ (symptom-based testing) และการตรวจตามการสัมผัส (contact-based testing) พร้อมทั้งวิเคราะห์ต้นทุนและความคุ้มค่าของแต่ละกลยุทธ์

จากผลการศึกษาพบว่า การตรวจคัดกรองรายวัน โดยเฉพาะด้วย RT-PCR และ RT-LAMP สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดการระบาดใหญ่ได้มากที่สุด แต่มีค่าใช้จ่ายสูง ในขณะที่การตรวจตามอาการเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับการตรวจตามการสัมผัส สามารถลดความน่าจะเป็นของการระบาดใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ชุดตรวจ ATK แม้จะมีความไวในการตรวจจับต่ำกว่า แต่เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับการตรวจแบบตามอาการ ที่สำคัญ ผู้วิจัยพบว่าระยะเวลาในการรายงานผลมีผลต่อประสิทธิภาพของการตรวจมากกว่าความไวในการตรวจจับ และในสถานการณ์ที่ประชากรมีภูมิคุ้มกันบางส่วนแล้ว การตรวจผู้มีอาการทุกคนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุด

งานวิจัยนี้สอดคล้องกับ

SDG 3: Good Health and Well-being การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

โดยงานวิจัยนี้ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าสำหรับผู้กำหนดนโยบายสาธารณสุข ในการออกแบบกลยุทธ์การตรวจหาเชื้อที่เหมาะสมกับบริบทและทรัพยากรที่มี เพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 และโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ในอนาคต

ผู้สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://doi.org/10.1186/s12879-025-11793-7

การอ้างอิงของงานวิจัย

Tanakorn Chantanasaro, Chayanin Sararat, Noppamas Yolai, Pikkanet Suttirat, Kawin Nawattanapaiboon, Somchai Chauvatcharin, Sudarat Chadsuthi, and Charin Modchang. (2025). Modeling the effectiveness of RT-PCR, RT-LAMP, and antigen testing strategies for COVID-19 control. BMC Infectious Diseases, 25, 1351.

งานวิจัยถูกตีพิมพ์ในวารสาร BMC Infectious Diseases (Impact Factor 3.0)

Published: October 2025

รายชื่อนักวิจัย

นายธนกร จันทนะสาโร, ดร.ชญานินทร์ สารรัตน์, นางสาวนพมาศ โยลัย, นายพิฆเนศ สุทธิรัตน์, และ รศ.ดร.ชรินทร์ โหมดชัง นักวิจัยสังกัดห้องปฏิบัติการชีวฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ รศ. ดร. สุดารัตน์ ชาติสุทธิ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ดร.กวิน น้าวัฒนไพบูลย์ สังกัดบริษัท Zenostic Co., Ltd. และ ผศ.ดร. สมชาย เชื้อวัชรินทร์ สังกัดภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล

รูปที่ 1: โครงสร้างแบบจำลอง แสดงพลวัตของปริมาณไวรัส เครือข่ายการสัมผัส และกระบวนการแพร่ระบาด

รูปที่ 2: การเปรียบเทียบความน่าจะเป็นของการระบาดใหญ่และค่าใช้จ่ายในการตรวจสำหรับกลยุทธ์และชุดตรวจแบบต่าง ๆ

แชร์เลย :